เรียนมานุษยวิทยาไปทำไม

เมื่อสิ้นภาคการศึกษาแต่ละภาค สิ่งที่ทำให้หงุดหงิดพร้อมๆกับเป็นกำลังใจ คือผลงานของนักศึกษา ไม่ว่าจะเป็นในรูปสมุดคำตอบข้อสอบหรือรายงาน

เทอมที่ผ่านมาผมได้รับเชิญให้ไปสอนวิชาระดับปริญญาตรีต่างคณะในธรรมศาสตร์ (ขออุบไว้ว่าคณะอะไร) เต็มๆหนึ่งวิชา เป็นวิชามานุษยวิทยาเบื้องต้น

แทนที่จะสอนแบบที่มักสอนกัน ผมปรับเนื้อหาให้เป็นการเปิดมุมมองกับนักศึกษาคณะนี้โดยเฉพาะ ตั้งโจทย์ตั้งแต่ต้นเทอมว่า หากจะศึกษาเรื่องเดียวกันกับที่คณะนี้ศึกษาแล้ว วิชามานุษยวิทยาจะให้อะไรแตกต่างออกไปอย่างไร ส่วนวิธีการสอน ผมใช้วิธีปกติที่ผมใช้สอนในคณะที่ตัวเองสอนอยู่ แต่คราวนี้ทดลองวัดผลด้วยวิธีที่ไม่ค่อยได้ใช้นัก คือจัดให้มีการสอบปลายภาค

หนึ่งในข้อสอบปลายภาคสามข้อ ผมถามว่า วิชานี้ให้อะไรกับคุณบ้าง และยังไม่ได้ให้อะไรที่คุณคาดว่าจะได้บ้าง คำตอบที่ได้มีหลากหลาย แต่คำตอบที่นักศึกษามีตอบเหมือนๆกันชวนให้น่าตกใจว่า การศึกษาระดับอุดมศึกษาไทยทำอะไรกับนักศึกษาบ้าง

ที่นักศึกษาคณะนี้ตอบมาเหมือนๆกันมากที่สุดคือ วิชาที่ผมสอนมีวิธีการสอนที่เขาไม่เคยได้เรียนมาก่อนในคณะเขาตอลด 3-4 ปี คือการเรียนแบบสัมมนา ให้ผู้เรียนต้องอ่านเอกสารมาก่อน สรุปใจความสำคัญของเอกสารมาส่ง และตั้งประเด็นเพื่อเตรียมมาถกเถียงในชั้น นักศึกษาตื่นเต้นที่ได้แสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ ไม่มีคำตอบที่ถูกผิด อาจารย์ผู้สอนเป็นผู้ฟังมากกว่าผู้บรรยาย ซึ่งเป็นบรรยากาศที่พวกเขาชอบมาก หลายคนบอกว่า เขาได้เรียนรู้จากการถกเถียงมากกว่าจากการเรียนแบบฟังฝ่ายเดียว

อีกข้อหนึ่งที่นักศึกษาชอบคือ การได้อ่านเอกสารต้นฉบับจากนักวิชาการคนสำคัญๆ เนื่องจากเป็นวิชาในโครงการภาษาอังกฤษ ผมจึงไม่ลังเลที่จะใช้เอกสารประกอบการเรียนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด (ที่จริงก็เคยทำแบบนี้ในวิชาภาษาไทย ทั้งระดับปริญญาตรี โท เอก) พวกเขาหลายคนแม้ภาษาอังกฤษจะดี แต่ก็บอกว่าไม่เคยต้องอ่านอะไรยากๆแบบนี้มาก่อน ไม่เคยต้องอ่านมากขนาดนี้ในวิชาอื่นๆที่เรียนในสาขาของเขาเองเลย (ผมกำหนดให้อ่านสัปดาห์ละ 20-30 หน้า) แต่พวกเขาก็ภูมิใจที่ทำได้ และชอบที่ได้อ่านก่อนแล้วมาทำความเข้าใจมากขึ้นในชั้น

ข้อที่ทำให้ผมประหลาดใจอีกข้อคือ ที่นักศึกษาคณะนี้บอกว่า พวกเขาชอบที่ได้ทำรายงานเดี่ยว และได้ทำรายงานในหัวข้ออะไรก็ได้ที่พวกเขาอยากรู้อยากเห็น ผมแปลกใจที่ตลอดสามถึงสี่ปีที่ผ่านมา ทำไมโปรแกรมภาษาอังกฤษของคณะนี้จึงไม่ได้ให้นักศึกษาได้ทดลองใช้ความสามารถในการวิจัยค้นคว้าอะไรอย่างอิสระเลย พวกเขาส่วนใหญ่สนุกกับการวิจัย และหลายคนก็ผลิตผลงานออกมาได้ดีเกินคาดด้วย

ในแง่ของเนื้อหาวิชา พวกเขาตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า วิชานี้ช่วยให้เขามองโลกเปลี่ยนไป วิชามานุษยวิทยาทำให้เห็นว่า กรอบการมองที่คณะเขาสอนมันจำกัดอยู่ในขอบเขตเดียว บางคนบอกว่า ทฤษฎีที่หลากหลาย จุดเน้นที่หลากหลาย ความรู้จากต่างวัฒนธรรม และวิธีการศึกษาภาคสนาม ช่วยให้เขาได้คิด ได้เห็นอะไรแปลกใหม่จนต้องระแวดระวังในการทำความเข้าใจคน ต้องไม่ตัดสินใครง่ายๆอีกต่อไป

ข้อที่เป็นผลพลอยได้พิเศษคือ การที่วิชานี้มีนักศึกษาต่างประเทศถึง 5 ประเทศ (อังกฤษ ฝรั่งเศส เชคฯ สวีเดน อเมริกัน) มาร่วมเรียนกับนักศึกษาไทย การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจึงเป็นการเรียนรู้ทั้งความแตกต่างทางความคิด ประสบการณ์ และวัฒนธรรม ที่น่าตื่นตาตื่นใจทั้งต่อผู้เรียนและผู้สอน

ข้อที่พวกเขาเรียกร้องให้ผมปรับปรุงข้อใหญ่ๆคือ ขอให้พาลงภาคสนาม ขอให้เชิญนักมานุษยวิทยาที่มีประสบการณ์ที่หลากหลายมาสอนเพิ่ม ขอให้เพ่ิมเนื้อหาที่เป็นมานุษยวิทยาด้านอื่นๆอีก

ผมหวังว่าพวกเขาจะไม่ได้ตอบข้อสอบเพียงเพื่อจะเอาใจผม เพื่อให้ได้คะแนนดีๆ อย่างไรก็ตาม ผมก็ได้ร่วมเรียนรู้กับพวกเขาไปด้วย ขอบคุณพวกเขาที่สอน และขอบคุณคณะที่ไม่อาจเอ่ยนาม ที่เชิญผมไปสอน

บันทึกเมื่อ 8 มิถุนายน 2555

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: