วิชาการสามานย์


วันนี้เปิดวารสารที่รักที่สุดเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่านที่แผงหนังสือ เพื่อนบอกให้อ่านหลายวันแล้ว แต่บ่ายเบี่ยง ในที่สุดก็อ่านจนได้ แล้วก็ยอมซื้อกลับมา

ระหว่างทาง เดินคิดในใจ ถ้อยคำพรั่งพรูหลุดออกมามากมาย

ผมอ่านงานทำนองนี้ของอาจารย์… (ผู้เขียนบทความนี้) มาหลายชิ้นแล้ว จนเมื่อถึงชิ้นนี้ที่ทำให้ผมเหลือทนจริงๆ…

ที่ต้องวิจารณ์ไม่ใช่เพราะผมต้องการปกป้องตนเองและพวกพ้อง…

แต่ที่ต้องยอมวิจารณ์ท่านเพราะผมรักวารสาร… ผมรักสถาบัน… (ที่ชื่อเดียวกับวารสารนี้) รัก… (สถานที่ที่ที่พวกเขาสร้างขึ้น) มาตั้งแต่ยังเด็กๆ ตั้งแต่ยังไม่รู้ความอะไร แล้วพร่ำบอกหลานๆ และพ่อแม่ของพวกเขาว่า ถ้ามีโอกาสให้พาลูกหลานไปที่นั่น จึงต้องวิจารณ์ท่านเพราะไม่อยากให้ข้อเขียนแบบนี้แปดเปื้อนทำลายชื่อเสียงสถาบันนี้อีกต่อไป…

ที่ต้องวิจารณ์เพราะผมรักอาจารย์… (ผู้เขียนบทความนี้) รักผลงานของท่าน รักความคิดและความจริงใจของท่าน เคยเถียงแทนท่านในหลายๆ ครั้ง… จนไม่อยากให้ท่านเขียนอะไรแบบนี้ในนามของท่านเองอีกต่อไป เพราะมันทำลายผลงานและชื่อเสียงของท่านในอดีตไปหมดสิ้น…

ผมกะจะเรียบเรียงประเด็นด้วยการวิจารณ์ความคิดเหมารวมของท่านว่า

ที่ว่าใครก็ตามที่ได้รับการศึกษาจากประเทศสหรัฐอเมริกา ก็จะคิดไปในทางเดียวกันหมดนั้น ที่จริงคนที่คิดไปในแนวทางที่ท่านไม่นิยมนั้น มีส่วนน้อยที่จบจากประเทศที่ท่านประณาม แต่คนสำคัญๆ นั้นจบจากเยอรมนีและฝรั่งเศส…

และอันที่จริง เทียนที่ท่านใช้ส่องเขียนคงไม่ชี้ให้ท่านเห็นว่า คนที่แรงๆ ที่สุดที่ท่านตั้งใจกระทบกระเทียบแดกดันเขานั้น เขาจบจากประเทศเดียวกับที่ท่านไปศึกษา (ทางซีกโลกใต้) นั่นแหละ (ส่วนหลายคนที่จบจากประเทศที่ท่านกล่าวหา ก็นิยมสถาบันที่ท่านนิยม หรือเป็นสมาชิกในสถาบันนั้นเองด้วยซ้ำ)…

ที่ต้องเรียนอย่างนี้เพราะ ผมไม่อยากให้ผู้อ่านงานของท่านต้องหลงคิดอะไรง่ายๆ ในตรรกวิกลจริตอย่างท่าน…

แล้วจะวิจารณ์ต่อว่า

ท่านดูถูกชาวบ้านที่ทำให้ท่านสามารถประกอบอาชีพเป็นนักวิชาการแบบที่ท่านเป็นอยู่ได้ ไม่ใช่แค่ว่าสถาบันที่ท่านรัก นิยม ชื่นชม ไม่ได้จ้างท่านมาทำมาหากิน แต่ที่ท่านทำมาหากินมีชื่อเสียงมาจนทุกวันนี้ได้เพราะท่านหากินกับพวกไพร่มิใช่หรือ ทำไมท่านยังกลับดูถูกพวกเขาว่าถูกปัญญาชนยุยงส่งเสริม “ให้ผู้เป็นไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินเกิดความกระเดื่องกระด้าง” ได้อย่างง่ายๆเล่า…

ผมไม่ได้คิดว่าจะปกป้องตนเองกับการกล่าวหาของท่านที่ว่า ปัญญาชนเหล่านี้ “ยุยงส่งเสริม (ชาวบ้าน) ด้วยแรงเงินและแรงจ้าง” เพราะการกล่าวหาด้วยถ้อยคำแบบนี้มันเลื่อนลอยย่ิงกว่าการผายลม…

ผมคิดไว้กระทั่งว่าอาจจะตั้งสมญานามให้ใครบางคนว่า “ผู้สวมอาภรณ์วิชาการสามานย์” ด่าประณามผู้คนอย่าง “ไร้ศักดิ์ศรี”

แล้วกะจะลงท้ายว่า

ไม่ว่าเขาจะเชิดชูเทิดทูนสถาบันใด ไม่ว่าเขาจะเขียนผลงานในนามของสถาบันใด แต่หากเขาไม่เห็นค่าของคนที่ถูกฆ่าเยี่ยงขี้ข้าแล้ว เขาไม่สมควรถูกนับว่าเป็นปัญญาชนได้อีกต่อไป และไม่ควรถูกนับว่าเป็นคนด้วยซ้ำ

แต่แล้ว ผมก็กลับคิดได้ในอีกไม่กี่นาทีถัดมาว่า

ปล่อยเขาไปเถิด อีกไม่นานคนคนนี้ก็จะกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ไร้แก่นสารของมนุษยชาติ อย่าไปขุดคุ้ยด่าประณามเขาให้คนรุ่นหลังหมดความเคารพต่อผลงานอันมีค่าที่เขาและสถาบันทางวิชาการแห่งนี้ได้สร้างสมไว้ให้ชาวโลกเลย

บันทึกเมื่อ 11 กรกฎาคม 2555

2 comments

  1. mimixta

    55 มีคาดชื่อ เหมือนตามหนังสือพิมพ์สมัยก่อนด้วย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: