เรียนลายเส้น

ผมชอบวาดลายเส้น คงเพราะไม่ได้ฝึกเขียนสีอย่างจริงัง ก็เลยวาดสีไม่เป็น เพราะใช้สีไม่ชำนาญ ก็เลยพาลอ้างว่าชอบลายเส้นมากกว่า แต่ส่วนหนึ่งเพราะการฝึกใช้สีต้องลงทุนมากกว่าลายเส้น แต่จะอย่างไรก็ช่างเถอะ เอาเป็นว่าชอบลายเส้นผมฝึกวาดภาพลายเส้นมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ที่ได้ฝึกฝนเป็นเรื่องเป็นราวหน่อยคือการฝึกฝนกับพี่ตี๋ (ชำนาญ ปรางสุข) ตั้งแต่ติวศิลปะเพื่อสอบเอ็นฯ ตอนนั้นอยากเรียนสถาปัตยกรรม แต่พอเรียนๆ ไป พี่ตี๋มักบอกว่า “ลายเส้นนายมันเป็นเส้นแบบพวกจิตกรรมมากกว่าว่ะ” ผมไม่รู้หรอกว่านี่คือคำชมว่าเขียนได้ดีกว่าพวกจะไปเรียนสถาปัตย์ หรือคำเตือนว่าเขียนอย่างนี้ไม่ได้เรียนสถาปัตย์แน่ แต่ผมเลือกที่จะบอกตัวเองว่า

สงสัยเราควรเป็นศิลปินมากกว่าสถาปนิก

พ่อไม่อยากผมให้เรียนวาดรูป เคยขอตั้งแต่ตอนเด็กว่าจะไปสอบช่างศิลป์ ตอนนั้นต้องไปเรียนไกลถึงลาดกระบัง พ่อไม่อยากให้เรียนศิลปะ จึงเรียนต่อสายวิชาการ จนกลายเป็นคนทำงานวิชาก้านวิชาการมาจนทุกวันนี้

แต่พอจะสอบเอ็นฯ เข้าจริงๆ ผมก็อยากเรียนศิลปะจนได้อีก อยากเรียนสถาปัตยกรรม แต่ก็จับพลัดจับผลูมาค้นพบว่า การเขียนรูปเพื่อศิลปะล้วนๆ มันสนุกกว่าการออกแบบเพื่อการค้า

ผมเรียนวาดรูปกับพี่ตี๋จนพี่ตี๋ชอบผลงาน กระทั่งแกชวนให้เขียนรูปใหญ่ลงเฟรมไปประกวด แกบอกว่า

ต้องเริ่มประกวดตั้งแต่ยังไม่มีชื่อ จะได้มีประสบการณ์ และบางที ก็จะชวนเข้ากลุ่มร่วมแสดงผลงาน

ไปซื้อเฟรมมาแล้ว พี่ตี๋สอนวิธีเตรียมเฟรม ต้องทาสี ทำอะไรก่อน จำไม่ค่อยได้แล้ว ส่วนตัวภาพ ผมวาดรูปดอกบัวหลายๆ ดอก ด้วยดินสอนี่แหละ แล้วใช้สีอะครีลิคสีขาวแต่งแต้มเติมให้ความคมชัดขับขึ้นมาตามกลีบดอก พี่ตี๋เป็นออกออกแบบจัดวางองค์ประกอบให้ แล้วแกก็เป็นคนแต่งเก็บตอนท้ายให้คมขึ้น

ผมตื่นเต้นกับการทำงาน “ชุด” นี้มาก เขียนรูปถึงสองเฟรม ขนาดใหญ่เป็นวา วางเกะกะไว้เต็มห้องนอน ห้องนอนถูกแปลงเป็นสตูดิโอ ดูเท่มาก ท้ายสุดผมเอารูปใส่รถตุ๊กๆ ไปส่งงานประกวดกับพี่ตี๋ จำไม่ได้แล้วว่าตั้งชื่อภาพว่าอะไร

รูปผมไม่ได้รับคัดเลือกแม้จะจัดแสดง ผมเซ็งเล็กน้อย แต่ก็ไม่มากหรอก เพียงแต่ไม่ได้เอารูปกลับมาบ้าน นึกเสียดายที่ทิ้งรูปไว้ที่บ้านพี่ตี๋ พี่ตี๋บอก

เฮ้ย ทำไมนายไม่เอารูปกลับไป

ผมตอบเรียบๆ ว่า

พี่ตี๋เก็บไว้เถอะ

วันดูผลสอบเอ็นฯ (ที่ผมตระเวนสอบเป็นเดือน เพราะต้องสอบวิชาเฉพาะสาขาหลายวิชามาก) พี่ตี๋มาลุ้น พอสอบติดคณะเศรษฐศาสตร์ที่ธรรมศาสตร์ ผมไม่ดีใจมากเท่าพี่ตี๋ พี่ตี๋บอก “นายเก่งวิชาการมากจริงๆ แต่นายวาดรูปยังไม่เก่งเท่าพี่ว่ะ” พี่ตี๋คงงงอยู่เหมือนกันว่าทำไมผมสอบติด ทั้งๆ ที่เวลาส่วนใหญ่ของผมมาใช้กับการเขียนรูป ไม่ได้อ่านหนังสือมากมายนัก

ผมยังอยากเรียนศิลปะ อยากทำงานศิลปะจัดวาง เคยคิดโปรเจ็คเล่นๆ หลายทีแล้ว อยากทำงาน performance แบบเซอร์ๆ อยากแต่งตัวถ่ายรูปแบบ satire แต่ท้ายสุดยังไม่ได้ทำอะไรสักที เพราะมัวแต่คิดว่า ถ้ายังไม่รู้ว่าจะเล่าเรื่องราวอะไรกันแน่ ก็ยังไม่อยากทำงานศิลปะ มันเป็นเพดานศิลปะที่ตัวเองตั้งไว้หลังศึกษางานของ Marcel Duchamp เมื่อนานมาแล้ว

งานศิลปะกับงานวิชาการต่างกัน แต่ผมมักคิดกับงานวิชาการเหมือนงานศิลปะ คือเมื่อเสนอผลงานออกมาแล้ว ผมไม่แคร์นักว่าคนอ่านจะว่าอย่างไร เพราะผลงานที่เสนอมามันเป็นของคนอื่นไปแล้ว

(ด้วยความระลึกถึงพี่ตี๋)

บันทึกเมื่อ 19 กันยายน 2555

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: