ภาษาเกรียนวันละคำกับราษฎร์บัณฑิต

วันนี้ขอเสนอคำว่า “เหี้ยๆ” (อ่านโดยไม่ต้องจีบปากจีบคอ ไม่ต้องควบกล้ำชัดเจน ไม่ต้องเน้น ร เรือ ลิ้นรัวก็ได้ เพราะนี่คือราษฎร์บัณฑิต ไม่ต้องดัดจริตอยากขแมรรร์แบบราชสำนักสยาม)

เหี้ยๆ เป็นคำวิเศษณ์ที่ดัดแปลงมาจากคำนาม แปลว่าดีมาก ยอดเยี่ยมมาก วิเศษมาก เหี้ยๆ ใช้ขยายคำคุณศัพท์และคำกริยา มักใช้ในกลุ่มวัยรุ่นที่ช่างสรรหาคำพูดมาชื่นชมกัน ตัวอย่างเช่น “นังต้อวันนี้แม่งแหล่มเหี้ยๆ” แปลว่า วันนี้คุณต้อเธอสวยมาก

ในทางนิรุกติศาสตร์ เหี้ยๆ ดัดแปลงมาจากคำด่าว่า เหี้ย หากเขียนโดดๆ ว่า “เหี้ย” จะมีความหมายว่าเลว ไม่ดี แต่เมื่อเขียนหรือออกเสียงซ้ำๆ ว่า เหี้ยๆ จะมีความหมายในทางบวกขึ้นมาทันที

ในทางอรรถศาสตร์ น่าสังเกตว่า เหี้ยๆ เป็นวิวัฒนาการของการใช้คำซ้ำในภาษาไทย ปกติแล้วคำซ้ำมักจะเพิ่มน้ำหนักให้คำตั้งต้น โดยไม่เปลี่ยนความหมายของคำตั้งต้น เช่น มากๆ แปลว่ามากยิ่งขึ้น ห่วยๆ แปลว่าแย่มากๆ แต่คำว่าเหี้ยๆ เปลี่ยนความหมายไปในทางบวกเมื่อกล่าวซ้ำ

มีบ้างเช่นกันที่การกล่่าวซ้ำทำให้ความหมายด้อยลง เช่นคำว่า ไทยๆ มักมีความหมายทางลบ มีความหมายสวนทางกับความเจริญก้าวหน้าไปสู่สากล เช่น ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ความยุติธรรมแบบไทยๆ มีความหมายอนุรักษ์นิยม แสดงความยึดมั่นกับตัวตนของตนเองอย่างหลงผิดคิดว่าไทยนี้ดีที่สุด แต่หากพูดแล้วยกเสียงพยางค์แรกให้สูงขึ้นและลากเสียงให้ยาวนิดหน่อย ก็จะมีความหมายเสียดเย้ย เช่น ไท้ยยยไทย

ในทางภาษาศาสตร์สังคม เหี้ยๆ นิยมใช้กันในหมู่วัยรุ่น คนวัยทำงาน แต่มักจะใช้กันในกลุ่มคนวัยเดียวกัน ไม่ปรากฏใช้ข้ามรุ่น เช่น กลุ่มเพื่อนวัยรุ่นอาจพูดกันเองว่า “กูแม่งรักมึงเหี้ยๆ เลยว่ะ” แปลว่า เรารักนายที่สุดเลย แต่ไม่มีการใช้ข้้ามรุ่นว่า “พ่อครับ ผมรักพ่อเหี้ยๆ เลยครับ” หรือ “ลูกจ๊ะ ลูกแม่น่ารักเหี้ยๆ เลย”

ในทางประวัติศาสตร์สังคมของภาษา (นี่เป็นศาสตร์ใหม่ของราษฎร์บัณฑิต) เหี้ยๆ ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าเริ่มมีใช้ตั้งแต่ไหนหรือใครประดิษฐ์ แต่ไม่น่าจะมีใช้ก่อนทศวรรษ 2540 ในปัจจุบัน พบมากในจารึกเฟซบุกและการสนทนาในชีวิตประจำวัน

ในทางเพศภาวะของภาษา เหี้ยๆ น่าจะเริ่มในสังคมเพศชาย แล้วจึงแพร่หลายในเพศหญิงและเพศอื่น หากสังเกตในสื่อมวลชน มักจะได้ยินตัวละครชายในภาพยนตร์วัยรุ่นใช้คำนี้ เช่น “ไอ้เป็ด กูคิดถึงมึงเหี้ยๆ เลยว่ะ” ภายหลังตัวละครหญิงเริ่มพูดคำว่า มึง กู กันมากขึ้น อันอาจจะเนื่องมาจากการที่วัยรุ่นหญิงปัจจุบันนิยมแสดงความสนิทสนมกันด้วยคำพื้นบ้านและคำโบราณมากขึ้น ตัวละครหญิงก็เริ่มพูดคำว่าเหี้ยๆ กันบ้าง (จำตัวอย่างชัดๆยังไม่ได้) อิทธิพลนี้จึงแพร่จากชีวิตจริงเข้าไปในสื่อ (ไม่น่าจะใช่ในทางกลับกัน) ปัจจุบันคำนี้จึงใช้กันโดยเสรีทางเพศ ไม่แบ่งแยกเพศอีกต่อไป

ตอนต่อไป อาจจะมาเสนอคำว่า “เหี้ยเอ้ย”

บันทึกเมื่อ 23 ตุลาคม 2555

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: