ของขวัญ คำอวยพร มิตรภาพ

ยามปีใหม่ยากที่จะหาของขวัญที่ไม่กลายเป็นขยะในชั่วข้ามคืนได้เพื่อนชาวอเมริกันที่ผมรู้จักหลายคนซึ่งดูท่าจะทั้งเป็นนักช้อปและเป็นคนช่างมีเหตุผลก็เลยใช้วิธีให้เด็กๆเขียนลิสต์รายการสิ่งของที่อยากได้ยามสิ้นปีเพื่อเป็นหลักประกันว่าของที่ซื้อมาให้จะถูกใจผู้รับสักชิ้นหนึ่ง

แต่ของขวัญที่คนรับถูกใจ บางครั้งเป็นของขวัญที่คนให้ตั้งใจให้ หรือเลือกนำสิ่งที่ตนรักมาให้ เดี๋ยวนี้จึงมีวิธีจับฉลากของขวัญด้วยการให้แต่ละคนนำของที่รักมา แล้วบอกว่าของสิ่งนั้นมีค่าอย่างไร ในงานปาร์ตีปีใหม่ที่ผมได้ไปร่วมเมื่อวันก่อน เพื่อนกลุ่มหนึ่งก็นำเอาวิธีการนี้มาใช้เล่นจับฉลากกัน

การจับฉลากแบบนี้จะสนุกยิ่งขึ้นหากมีการยอมให้ผู้ที่ไม่พอใจของขวัญตนเอง ขอแลกของขวัญกับคนอื่น โดยที่คนถูกขอไม่สามารถปฏิเสธได้ แต่การขอแลกก็ต้องมีที่สิ้นสุด เช่นในแต่ละรอบของการขอแลก อาจกำหนดให้สามารถเปลี่ยนมือได้เพียง 4 มือ แล้วก็ค่อยจับฉลากของขวัญชิ้นต่อไป วันก่อนเพื่อนบางคนก็เลยได้ของถูกใจกลับบ้าน ส่วนบางคนแม้ไม่ได้ของถูกใจ ก็มีส่วนทำให้การแลกเปลี่ยนในวันนั้นมีคุณค่าขึ้นมา

วิธีการเช่นนี้คล้ายคลึงกันกับวิธีที่ชาวเกาะทรอเบียนส์ในหมู่เกาะแปซิฟิคใต้ (เหนือประเทศออสเตรเลีย) เคยใช้ มาลินอฟสกี (Bronislaw Malinowski) ปรมจารย์ทางมานุษยวิทยาคนหนึ่งพบว่า ชาวเกาะสร้างวงแหวนของการแลกเปลี่ยน ที่เรียกกันว่า “กูลา” (kula) แลกของมีค่าคือสร้อยคอและกำไลแขน การแลกเปลี่ยนมีกฎเกณฑ์สำคัญได้แก่ สร้อยคอต้องแลกต่อๆ กันไปในทิศทางตามเข็มนาฬิกา ส่วนกำไลแขนต้องแลกต่อไปกันไปในทิศทางตรงกันข้าม

แม้ว่าสร้อยคอและกำไลแขนบางชิ้นจะมีชื่อเสียง มีค่า ผู้คนอยากเห็นอยากจับต้องอยากครอบครอง หากแต่ว่า แต่ละคนจะสามารถครอบครองสร้อยคอและกำไลแขนได้เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง แบบสมบัติผลัดกันชม แล้วก็ต้องแลกต่อๆ กันไป เครือข่ายของการแลกเปลี่ยนนี้ใหญ่โตมาก กินอาณาบริเวณข้ามทะเลไปหลายเกาะ ข้ามกลุ่มคนที่พูดภาษาที่แตกต่างกันหลายสังคม

ในบรรดาการศึกษาเรื่องของขวัญ ดูจะไม่มีใครเกินมาร์เซล โมส (Marcel Mauss ในหนังสือชื่อ The Gift) เขาเสนอว่า ของขวัญมีวิญญาณของผู้ให้ฝังอยู่ ผู้รับจึงไม่ได้รับมาเพียงวัตถุ แต่รับความผูกพันทางใจของผู้ให้มาด้วย ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ของขวัญสร้างภาระผูกพันที่จะต้องตอบแทน หากไม่ใช่ด้วยสิ่งของ ก็ด้วยความภักดี การให้จึงนำมาซึ่งการแลกเปลี่ยนตอบแทนกลับคืนไม่ว่าจะรูปใดรูปหนึ่งเสมอ การแลกเปลี่ยนจึงสร้างพันธะทางสังคม

สิ่งของในนามของขวัญจึงไม่ได้เป็นเพียงวัตถุ แต่ยังมีคุณค่าทางจิตใจและคุณค่าทางสังคมแฝงอยู่ หากจะไม่รังเกียจวัตถุกันแบบนักจิตนิยมใจแคบหัวทื่อ วัตถุจึงนับเป็นสื่อสำคัญของการสร้างสายใยทางสังคม

โมสทำให้ของขวัญกลายเป็นมโนทัศน์ทางทฤษฎีที่ยิ่งกว่าเพียงตัวของขวัญเป็นชิ้นๆ แต่เขาได้ขยายความเข้าใจเรื่องของขวัญไปสู่การแสกเปลี่ยนแบบอื่นๆ ทั้งงานปาร์ตี งานเลี้ยงฉลอง คำอวยพร ตลอดจนการบนบานศาลกล่าว การบริจาค การทำทาน กิจกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ที่ไม่ได้วางอยู่บนความสมเหตุสมผลในทางวัตถุแบบแกนๆ

หากแต่คนแลกเปลี่ยนในงานเฉลิมฉลองกันบนความสมเหตุสมผลทางสังคม และความสัมพันธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น ได้แก่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ที่นอกจากจะวางอยู่บนความสัมพันธ์เชิงระบบนิเวศน์แล้ว ยังมีความสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณ

ลัทธิพิธีทางศาสนาแบบโบราณ ที่ดูเหมือนไร้เหตุผลในสายตาของนักการศาสนาแบบศาสนาใหญ่ๆ ของโลกทั้งหลาย หรือดูเหมือนสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุในสายตาของนักเศรษฐศาสตร์ทุนนิยมและนักเศรษฐศาสตร์มาร์กซิสต์ (สายคร่ำครึ) ล้วนวางอยู่บนหลักการทางสังคมและจิตวิญญาณที่มีเหตุมีผลของตัวเองไปอีกแบบหนึ่ง

ในขณะเดียวกัน เราจึงเห็นได้ว่าคนปัจจุบันก็ไม่ได้ต่างไปจากคนโบราณ เนื่องจากเรายังแลกเปลี่ยนของขวัญกันอยู่ เรายังเฉลิมฉลองกันอยู่ เรายังอวยพรและขอพรกันอยู่ แม้ว่าความเข้าใจแบบเดิมจะถูกแทรกแซงจากความสมเหตุสมผลอย่างใหม่ๆ หรือถูกลดทอนคุณค่าลงไปบ้างก็ตาม

ฉะนั้น จงมาร่วมกันเฉลิมฉลอง ร่วมกันแลกเปลี่ยนสิ่งของ ร่วมกันสืบทอดความเป็นมนุษย์ ด้วยการ “ฆ่าเวลา” กับการดื่มฉลองข้ามปี (ยังอาจจะดีเสียกว่าสวดมนต์ข้ามปีอย่างไม่ใยดีกับการสังหารหมู่ประชาชน) ด้วยการแลกเปลี่ยนคำอวยพร (แม้จะต้องทนฟังคำอวยพรจากคนที่คอยระแวงว่าเราจ้องจะล้มล้างเขากันบ้าง) ด้วยการปาร์ตีหลายๆ วงกับเพื่อนหลากกลุ่ม (เพราะสังคมสมัยใหม่แหลกละเอียดด้วยอาณาบริเวณทางสังคมที่แต่ละคนสร้างขึ้นมาอย่างกระจัดกระจาย)

อย่างไรเสีย (มีคำเตือนอย่างปอดๆแบบคน “สมัยใหม่” ที่นิยมในเหตุผลอย่างแคบว่า) หากคุณไม่ได้เชื่อถือในปรัชญาของการสูญเสียอย่างที่สุดจนสามารถยอมรับความสูญเสียต่อสุขภาพและชีวิตโดยไม่มีเงื่อนไขได้ก็ขอให้ฉลองและแลกเปลี่ยนของกำนัลกันแต่พอประมาณอย่าได้เตลิดเพลิดเพลินกันจนก่อความสูญเสียแก่ตนเองและสังคมมากนักเลย

5 comments

  1. mimixta

    ในฐานะที่เห็นด้วยว่าของกำนัลมีนัยสำคัญเชื่อมโยงกับกิจกรรมการแลกเปลี่ยน ขออนุญาตแลกเปลี่ยนด้วยนิดนึงเด้อ:-

    spirit of the gift (“hau”) –จิตวิญญาณของของกำนัล–น่าจะกินความกว้างกว่า “spirit” ของผู้ให้: เป็นจิตวิญญาณของการตอบแทน/แลกเปลี่ยน (reciprocate) ซึ่งหลายๆ ครั้งก็ยากที่จะเทียบเคียงเท่ากับ ความผูกพัน หรือ คุณค่า “ทางจิตใจ” เท่านั้น (ผู้เริ่มต้นมอบ soulava หรือ mwali ไม่จำเป็นต้องรู้จักหรือแม้แต่เคยเห็นหน้าค่าตาผู้ที่ได้รับ “ของกำนัล” ต่อๆ จากคู่แลกเปลี่ยนโดยตรงของเขา) การแลกเปลี่ยน “สร้างพันธะทางสังคม” เพราะมันครอบคลุมทั้งมิติที่ผู้ให้บรรจุความเป็นบุคคลของตัวเองในรูปของของกำนัล และมิติที่ผู้ให้รับรู้/เชื่อมโยงความสัมพันธ์ทางสังคมกับผู้รับ (ex. “equivalent repayment” ที่มาลินอฟสกี้พูดถึงใน Crime and Custom in Savage Society) ถ้าการแลกเปลี่ยนจะมี “คุณค่า” ก็คงจะเพราะมันช่วยให้เราตระหนักถึงชีวิตที่สัมพันธ์ต่อกันกับคนอื่นๆ…ไม่ว่าจะดีหรือร้าย

    …ขึ้นต้นเหมือนจะเห็นต่าง สุดท้ายก็ดูจะเอออออตามหัวหน้าเผ่าเหมือนกันนิ 555

  2. แต่มันดูขลังตั้งแต่แรกด้วยการฝัง hau ของผู้ให้ลงไปนั่นแหละ คือถ้ายังไม่ sociologicalize มโนทัศน์ hau มันก็มีผีของผู้ให้ติดไปไง พอทำให้มันเป็นสังคมวิทยาเสีย วิญญาณหายไป ก็เลยมีแต่เหตุผลเต็มไปหมด เราว่ามันลดทอนเกินไปน่ะ

  3. mimixta

    ประเด็นที่ (พยายามจะ) เห็นต่าง คือ “hau” ไม่ได้เท่ากับ “spirit” ของผู้ให้/วัตถุที่เป็นของกำนัล/ผู้รับ เฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นจิตวิญญาณของกิจกรรมที่เราเรียกรวมๆ ว่าเป็นการแลกเปลี่ยนของกำนัล (“spirit of the gift”) ซึ่งโยงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้และผู้รับ โดยมีรูปร่างอยู่ในวัตถุที่เป็นของกำนัล

    อันนี้จากที่โมสส์อ้างถึงคำอธิบายของชาวเมารี (Tamate Ranaipiri) ประมาณว่า ถ้าเรามอบของมีค่าให้กับใคร แล้วคนนั้นนำไปมอบต่อให้กับคนอื่น แล้วต่อมาคนที่ได้รับมอบนั้น ตอบแทนผู้มอบด้วยของกำนัลอีกชิ้น ผู้ที่ได้รับมอบนั้น ต้องมอบของชิ้นที่สองกลับมาให้เรา เพราะของกำนัลนั้นได้บรรจุเอาจิตวิญญาณของสิ่งที่เรามอบให้ในขั้นแรกเอาไว้ด้วย

    โอเคล่ะ โมสส์อาจจะสร้างคำอธิบายที่เป็นสังคมวิทยายังไงก็ว่าไป (แล้วก็ได้รับคำวิจารณ์ไปเยอะแล้ว) แต่เรารู้สึกว่าชีวิตชีวาของการแลกเปลี่ยนมันอยู่ที่โยงใยความสัมพันธ์ระหว่างผู้มอบกับผู้รับ (ผู้มอบมองตัวเองยังไง และมองผู้รับยังไงในความสัมพันธ์ ซึ่งไม่ได้จบสิ้นในคู่แลกเปลี่ยนหนึ่งๆ) ถ้าจะจำกัดว่าเป็น “ผี” ของผู้ให้ฝ่ายเดียว มันก็ทำนองงาน “ศิลปะ” มีความขลัง (enchanting) เพราะได้หลอมรวม agency ของผู้สร้างสรรค์เอาไว้–ซึ่งเราว่ากรณีการแลกเปลี่ยนของกำนัล อาจจะมองความสัมพันธ์ทางสังคมในเชิงกระบวนการมากกว่านั้นน่ะ

    เขียนมาถึงตอนนี้ ทำให้นึกขึ้นได้ว่า สำหรับบางคน โพสต์ข้างบนอาจจะขลังเพราะมีผีของผู้เขียนติดอยู่ แต่เราอาจจะรู้สึกว่าได้ตอบแทนมิตรภาพปีใหม่ ด้วยการคอมเมนท์งงๆ นี่ล่ะมั้ง อย่างน้อยก็รู้สึกว่าได้ร่วมตอกย้ำถึงพลังของทฤษฎีทางชาติพันธุ์วรรณา ที่ไม่มีวันสิ้นสุดตราบเท่าที่เรายังสนุกกับข้อถกเถียงเชิงเปรียบเทียบว่าด้วยประสบการณ์ของคนอื่นๆ (เอิ่มมม ไม่ค่อยพยายามเพิ่มความขลังให้คอมเมนท์ตัวเองเลย อิ อิ)

    • อาจจะยอมเรื่องที่ว่า ตกลงสปิริตอยู่ที่ไหน เพียงแต่เราว่ามันเริ่มต้นที่การมีสปิริตของผู้ให้น่ะ

      แต่ที่ไม่ยอมจริงๆ คือ การลดทอนมนต์ขลังของของขวัญน่ะ เราว่ามันเป็น Durkheimian สายวิทยาศาสตร์น่ะ ที่ทำให้ประสบการณ์ทางศาสนาเหือดแห้งเกินไป เรื่องของขวัญก็เลยเหลือแค่ “แลกกันไปแลกกันมา” kkkk (หัวเราะแบบเกาหลีออนไลน์)

      • mimixta

        หืมมม? เรื่องนั้นก็ว่าเข้าใจตรงกันอยู่นะ ว่าของกำนัล (รวมทั้ง “สินค้า” ที่ถูกนำมาใช้เป็นของกำนัล) มี/บรรจุความเป็นผู้กระทำอยู่ (ไม่งั้นเสียอาการพวก material culture แย่)

        แต่ทำไมต้องตัดตอนไปเริ่มต้นที่ “การมีสปิริต” (เข้าใจว่านี่เป็นคนละคำกับ “spirit” of the gift) ของผู้ให้ล่ะ? และถึงแม้จำเป็นต้องกำหนดจุดเริ่มต้น ก็ไม่ได้หมายความว่าความเป็นบุคคลของผู้ให้ แยกขาดจากความสัมพันธ์ที่เขามีต่อผู้รับ/คนอื่นๆ …เพียงแค่พยายามโยงเอาประสบการณ์ระดับปัจเจกเข้ากับโลกทางสังคม (เฮ้อ เรานี่ยอดจะ durkheimian เลยอ่าาา) ไม่จำเป็นต้องละเลยประสบการณ์ทางความเชื่อ/ความรู้สึก ซึ่งสำหรับเรา รวมถึงมิติทางความเชื่อ/ความรู้สึกของผู้รับ/ผู้คนในเครือข่ายการแลกเปลี่ยนด้วย เพราะในความเป็นจริง บางครั้งก็ยากที่จะแยกว่าผู้ให้มอบของกำนัลด้วยความสมัครใจหรือเป็นไปตามพันธะทางสังคม (แล้วก็ไม่ควรต้องพยายามไปแยกด้วย) ขณะเดียวกัน ผู้รับก็สามารถเลือกที่จะรับหรือปฏิเสธไม่รับบางสิ่งได้

        มองมุมนี้ เราไม่เห็นว่าเทศกาลของขวัญ (แม้ในโลกสมัยใหม่) จะเป็นเพียงแค่การแลกวัตถุกันไปมาตรงไหน ดูยังไง ก็ยังคงเป็นปฏิบัติการเชิงพิธีกรรมอยู่เสมอ …ถึงได้เขียนไปในเมนท์แรกไง ว่าลงท้ายก็เอออออตามหัวหน้าเผ่าตามเคย😀

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: